สวัสดีปีใหม่ ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมาทุกคนทำอะไรกันบ้าง สำหรับตัวฉันสิ่งที่แพลนไว้คืออยู่บ้านทำงานและไม่เดินทาง แต่สุดท้ายฉันก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะลงไปปารีสสักหน่อยก่อนเปิดเทอมอยู่ดี เลยทันได้ไปชมนิทรรศการต่างๆ ที่กำลังจะถูกโละ
สำหรับนิทรรศการนี้ เรียกได้ว่าเราจะได้ชื่นชมผลงานจากช่วงชีวิตการทำงานวัยหนุ่มของทั้งสองอย่างแท้จริง เพราะทั้งสองศิลปินประสบความสำเร็จและจากโลกนี้ไปตั้งแต่อายุเพียง 28 และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้การรวมดาวครั้งนี้เกิดขึ้น
Egon Schiele (อีกอน ชิลล์ะ) นั้นเรียกได้ว่าเป็นเด็กหัวแก้วหัวแหวนของ Gustav Klimt ซึ่งถ้าใครตามดูงานของออสเตรียนคู่นี้ดีๆ จะพบว่า Egon ก็ฝึกวาดจากการวาดงานตามอย่างของ Klimt มาแยะ ก่อนจะพัฒนาเป็นแบบฉบับของตนเอง (ในทิศทางตรงกันข้าม) มีผลงานเป็นที่จดจำจากภาพพอรเทรตและภาพเปลือยต่างๆ ที่ความดิบและความบิดเบี้ยวเป็นลายเซ็นที่เราคุ้นตากันดี โดยวาดทั้งชายและหญิง วาดทั้งตัวเอง ผู้อื่น อาทิ นางแบบ (ที่ต่อมากลายเป็นภรรยา) ผู้อุปถัมภ์ และบุคคลทั่วไป นักวิจารณ์ให้ข้อสรุปสไตล์การวาดของเขาว่าเป็นความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความตาย และการค้นพบ (sex, death and discovery, Jane Kallir) เขาจากโลกนี้ไปด้วยโรคระบาดเพียง 3 วันให้หลังภรรยาของเขาที่กำลังตั้งครรภ์ 6 เดือน แม้กระนั้นในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต Egon ก็ได้สเกตช์ภาพภรรยาของเขาเก็บไว้ด้วยจำนวนหนึ่ง
สำหรับ Jean-Michel Basquiat (ฌอง-มิเชล บาสเกียร์) นั้น ส่วนตัวยอมรับว่าไม่คุ้นชื่อเลย แต่พอได้ดูงานก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมยุค 60s กับ Andy Warhol มา เอาเข้าจริงก็เริ่มคลับคลายคลับคลาแล้วว่าเคยผ่านตาภาพถ่ายของเขาคู่กับแอนดี้อยู่บ่อยๆ เพียงแต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าชายผิวสีคนนี้เป็นใคร (แนะนำให้ลองเสิชต่อด้วยชื่อสองคนนี้ จะพบภาพถ่ายคู่กันบานตะไท คือสนิทกันชนิดที่ว่าที่ไหนมีแอนดี้ ที่นั่นมีบาสเกียร์) เป็นอันว่าต่อไปนี้เราจะขีดเส้นใต้ชื่อของเขานะคะทุกคน
ผลงานของ Basquait บอกเล่าวัฒนธรรม Undergound อย่าง graffiti, hip hop, punk และ streeet art ให้โผล่ขึ้นดิน (ก่อนที่จะมาฮิตอย่างในปัจจุบัน) ตั้งแต่อายุ 21 Basquiat ก็ได้ร่วมออกแสดงงานร่วมกันกลุ่มศิลปินรุ่นใหญ่ในยุคนั้นแล้วแน่นอนว่ารวมไปถึง Andy Warhol ที่ต่อมาก็ทำงานร่วมกันจนกลายเป็นคู่ซี้ต่างวัย แต่ช่วงขาขึ้นของเขาที่ประสบความสำเร็จในช่วงระยะการทำงานอันสั้นนี้เองเป็นช่วงเดียวกับความพังพินาศในด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวและจิตใจของเขา ว่ากันว่าการจากไปของแอนดี้ในเวลาต่อมา ยิ่งตอกย้ำความหม่นหมองในใจของเขาเข้าไปอีก ตัวบาสเกียร์เองติดเฮโรอีนมาแต่เดิม คราวนี้เลยยิ่งเสพหนักเข้าไปอีก จนในที่สุดก็ไปมีคนพบเขาเสียชีวิตจากการเสพย์เฮโรอีนเกินขนาดในสตูดิโอย่านแมนฮัตตัน
ในการเดิมชมงาน แต่ละงานก็จะมีป้ายให้ข้อมูลทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทย หลอก! อังกฤษแมะ 555 ความน่ารักคือนอกจากในป้ายจะมีการให้มูลพื้นฐานต่างๆ อย่างชื่อภาพ ปีที่วาด เทคนิค งานมีต้นทางมาจากที่ไหนอย่างไรใครเป็นเจ้าของแล้ว มีการเขียนเล่าเรื่องการเดินทางมารวมตัวกันของชุดภาพวาดเหล่านั้นอีกด้วย กรณีหนึ่งคือ ภาพชุด Skull (“Untitled”) ของบาสเกียร์ ว่าเป็นครั้งแรกที่เขาจัดแจงให้ทั้งหมดได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่นี่ หลังแยกย้ายไปอยู่คนละมุมโลก (ไม่มีอะไรมาก แค่เจาะข้อมูลเจอทีหลังว่างานชุดนี้ถูกขายไปจากการประมูลของ Sotheby ในปี 1982 และได้รับการบันทึกว่า “set a new record high for any American artist at auction” จากการประมูลไปในสนนราคา 110.5 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเองแหละแกร ^^”)
เท่าที่สำรวจ นิทรรศการของทั้งสองคนแบ่งโซนการจัดแสดงตามไทม์ไลน์เป็นหลัก แต่จะมีความแตกต่างกันอยู่ตรงที่ส่วนของ Egon แยกโซนตามเทคนิคการวาดภาพในแต่ละช่วงที่เขาสนใจด้วย และแยกภาพเด็ดออกมาเดี่ยวๆ เพื่อยึดผนังต่างหาก อาทิ โซนภาพสเกตช์ดินสอ ภาพสเกตช์ลงสีบางส่วน และ ภาพที่ใช้สีน้ำแบบ wet on wet ในขณะที่ของ Basquiat จะแยกโซนตาม subject ที่ศิลปินหยิบนำมาเล่าเรื่อง อาทิ วัฒนธรรมชนเผ่าในอัฟริกา ของเล่น บุคคลมีชื่อเสียง เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะมีโซนที่เป็นห้องขนาดใหญ่ที่จัดแสดงงานที่เขาคอลแลบกับ Andy Warhol คำอธิบายบอกไว้ว่า ฝั่ง Andy จะทำ Silkscreen เนี๊ยบๆ มา แล้ว Basquiat ก็จะนำไปละเลงต่อ อะไรประมาณนี้
Louis Vuitton Foundation เองไม่ได้เป็นเจ้าของชิ้นงานใดๆในนิทรรศการ แต่เป็น curator ติดต่อมิวเซียมต้นทางต่างๆ เพื่อขอภาพมาจัดแสดง (ก็ที่เราคุ้นหูทั้งในอเมริกาและโซนยุโรปนั่นแหละ) หรืออย่างกรณีที่เป็น private collection ที่ทางทีมน่าจะมีเรคคอร์ดอยู่ เขาก็ไปติดต่อขอมาจนได้ (ซึ่งบางภาพเจ้าของก็ไม่ประสงค์ออกนาม หรือถึงขั้นไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปก็มี)
นับเป็นการต่อคิวที่ยาวและนานมากๆ สำหรับฉัน แต่ก็ตายตาหลับอย่างไม่มีข้อกังขาหลังได้เข้าไปชม เพราะพอได้คุยกับเพื่อนที่ตามดูงานของ Egon รอบนี้เราต่างเห็นพ้องว่าน่าจะรวบรวมผลงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดแล้วตั้งแต่มีมา นอกจากความทึ่งในการได้เห็นงานต่างๆในระยะประชิดด้วยตาตนเองจากที่เคยเห็นแต่ในเนตกับหนังสือแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทึ่งมากคือการวางแผนการจัดการให้งานนี้เกิดขึ้น นึกดูดีๆ นอกจากการออกแบบลำดับและผังการจัดแสดงแล้ว ก่อนอื่นเลยมันคือเรื่องของการติดต่อเจรจาเพื่อจะแน่ใจว่าจะได้ชิ้นงานทุกชิ้นมาจัดแสดงได้ตามแผน แล้วไหนจะงบประมาณ กำลังคน การขนส่ง ในการดูแลเคลื่อนย้ายผลงานจากต้นทางเพื่อมาติดตั้งอีก ยอมใจเขาเลยจริงๆ สมศักดิ์ศรี
อ่านต่อได้ที่ https://www.lvmh.com/news-documents/news/jean-michel-basquiat-egon-schiele-an-exceptional-double-exhibition-at-the-fondation-louis-vuitton-from-october-3-2018/